จีนร้องสหรัฐฯเลิกคว่ำบาตร-ระงับส่งลูกหัวเหว่ย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าวนักการทูตระดับสูงของจีนกล่าวหาสหรัฐอเมริกา เป็นผู้ทำให้ความสัมพันธ์ทวิภาคีอยู่ในภาวะชะงักงัน ไม่คืบหน้าไปไหน ยังสร้างภาพปีศาจร้ายให้แก่จีน รวมทั้งเรียกร้องให้สหรัฐฯเปลี่ยนแนวความคิดที่ผิดพลาดและนโยบายที่เป็นอันตรายดังกล่าวเสีย ในการเจรจาแบบพบหน้ากันของเจ้าหน้าที่ระดับสูง ระหว่างนายเซี่ย ฟง รมช.ต่างประเทศของจีน และนางเวนดี เชอร์แมน รมช. ต่างประเทศสหรัฐฯ ในนครเทียนจิน ทางตอนเหนือของประเทศ

ทั้งนี้ นางเชอร์แมนถือเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนแรกจากรัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ที่เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่เสื่อมถอยลงอย่างต่อเนื่องของ 2 ประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก นับแต่สมัยของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่ยังคง ขัดแย้งกันในประเด็นต่างๆ ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยี ความปลอดภัยทางไซเบอร์ สิทธิมนุษยชน และปัญหาอื่นๆอีกมาก โดยนางเชอร์แมนยังมีกำหนดเข้าพบกับนายหวัง อี้ รมว.ต่างประเทศ ในวันเดียวกัน ที่โรงแรมในเมืองเทียนจินอีกด้วย

ในการประชุมนายเซี่ยระบุว่า ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯที่ชะงักงันเพราะสหรัฐฯต้องการจุดประกายความรู้สึกร่วมของคนในชาติโดยสร้างให้จีนเป็น “ศัตรูในจินตนาการ” เพื่อเบี่ยงเบนปัญหาภายในประเทศและหันมาปราบปรามจีน พร้อมกันนี้ยังแจ้งขอให้สหรัฐฯยกเลิกการคว่ำบาตรและข้อจำกัดด้านวีซ่าอย่างไม่มีเงื่อนไขต่อเจ้าหน้าที่และหน่วยงานของจีน นักศึกษา หยุดปราบปรามบริษัทจีน และ ขัดขวางการพัฒนาสถาบันขงจื๊อ รวมทั้งระงับคำร้องขอให้ส่งนางเมิ่ง หว่านโจว ซีเอฟโอ และบุตรสาวของผู้ก่อตั้งบริษัทหัวเหว่ย เป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปดำเนินคดีในสหรัฐฯ

ก่อนหน้าการพบนางเชอร์แมน นายหวัง อี้ ให้สัมภาษณ์ว่า สหรัฐฯมักใช้ความเหนือกว่ากดดันประเทศอื่นๆ จีนไม่มีวันยอมรับผู้ใดก็ตามที่อ้างว่าเหนือกว่าประเทศอื่น หากสหรัฐฯไม่ได้เรียนรู้ที่จะปฏิบัติต่อประเทศอื่นอย่างเท่าเทียมกัน จีนและประชาคมนานาชาติจะช่วยให้สหรัฐฯได้เรียนรู้เอง ขณะที่เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯกล่าวว่า เป้าหมายของการเจรจาครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อประเด็นใดโดยเฉพาะ แต่เพื่อเป็นการเปิดช่องทางการสื่อสารระดับสูง โดยสหรัฐฯ ต้องการให้แน่ใจว่ามีหนทางป้องกันไม่ให้การแข่งขันระหว่างประเทศกลายเป็นความขัดแย้งในภายหลัง

ส่วนความเป็นไปได้ของการประชุมระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนนั้น มีการคาดการณ์ว่าน่าจะเป็นหนึ่งในหัวข้อการประชุม ซึ่งเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นนอกรอบในการประชุมสุดยอด G-20 ในกรุงโรมของอิตาลี ช่วงปลายเดือน ต.ค.